มี.ค.26

10 เหตุผลที่ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ใช้อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์

10 เหตุผลที่ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ใช้อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์

 

 

 

 

 

 

10 เหตุผลที่ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ใช้อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ 

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กทั้งในอเมริกาและแคนาดาต่างมองว่าไม่ควรให้เด็กแรกเกิดถึง 2 ปี ใช้เทคโนโลยีใดๆ ในเด็กอายุ 3-5 ปี ควรจำกัดให้ใช้ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน 6-18 ปีใช้ได้ 2 ชั่วโมงต่อวัน (AAP 2001/ 13, CPS 2010) อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ (โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต เกมอิเล็กทรอนิกส์) ดึงดูดใจให้ผู้ใช้มีความต้องการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก (Common Sense Media, 2013) นักบำบัด พยายามทำให้ผู้ปกครอง ครูและรัฐบาล ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ใช้อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ โดยมีงานวิจัยกว่าว่า 10 ชิ้นที่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว [ผู้สนใจสามารถเข้าไปติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ใน Zone’ in Fact Sheet ]

1.เพราะเป็นช่วงที่สมองกำลังเติบโตและพัฒนา

ทารกแรกเกิด - 2 ขวบ สมองมีการเติบโตที่สำคัญ และสมองจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆจนถึงอายุประมาณ 21 ปี (Christakis 2011) พัฒนาการของสมองในระยะแรกนี้ได้รับผลมาจากการได้รับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวของเด็ก และถือเป็นช่วงวัยที่สำคัญมากในการพัฒนาศักยภาพทางสมองของเด็กๆ (environmental stimuli) หากสมองถูกกระตุ้นจากการที่ได้รับเทคโนโลยี (โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ แท็บเล็ต) มากจนเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การทำงานของสมอง (executive functioning)ในเด็กได้ อาจทำให้เกิดผลเสียในเรื่องของสมาธิในเด็ก (attention deficit)ทำให้กระบวนการรู้คิดช้ากว่าวัย (cognitive delays)การเรียนรู้บกพร่อง (impaired learning) มีพฤติกรรมหุนหันพลันเล่นเพิ่มมากขึ้น (increased impulsivity) และอาจทำให้ความสามารถในการควบคุมตนเองลดลง (decreased ability to self-regulate) เช่น เกิดภาวะที่เด็กควบคุมตนเองไม่ได้และชอบอาละวาด หรือ tantrums (Small 2008, Pagini 2010)

2. ทำให้พัฒนาการล่าช้า

การใช้เทคโนโลยีมีผลต่อการเคลื่อนไหวในเด็ก เนื่องจากขณะใช้เทคโนโลยีต่างๆ นั้นร่างกาย (โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดใหญ่) แทบไม่ได้เคลื่อนไหวเลย และนั่นส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการล่าช้าได้ (delayed development) 1 ใน 3 ของเด็กเหล่านี้มักมีปัญหาพัฒนาการล่าช้าเมื่อเข้าโรงเรียน มีผลกระทบทางลบต่อความสามารถในการอ่านออกเขียนได้และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา (HELP EDI Maps 2013) การได้เคลื่อนไหวจะช่วยเพิ่มสมาธิ ความตั้งใจและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กได้ (enhances attention and learning ability) (Ratey 2008) ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า การใช้เทคโนโลยีในเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี ส่งผลกระทบด้านลบและเป็นภัยต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก (Rowan 2010)

3. เป็นโรคอ้วน

การดูโทรทัศน์และเล่นวิดีโอเกมนั้นมีความสัมพันธ์กับโรคอ้วน (Tremblay 2005) โดยเด็กที่มีอุปกรณ์เหล่านี้ในห้องนอนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นถึง 30% (Feng 2011) เด็กแคนาดา 1 ใน 4 และเด็กอเมริกัน 1 ใน 3 เป็นโรคอ้วน (Tremblay 2011) ทั้งนี้ 30% ของเด็กที่เป็นโรคอ้วนจะพัฒนาเป็นโรคเบาหวาน และในรายที่อ้วนมากเกินไปมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) โรคหัวใจ (heart attack)ก่อนวัยอันควร (Center for Disease Control and Prevention 2010)

4. รบกวนการนอน

ผู้ปกครองประมาณ 60% รายงานว่า ตนไม่ได้แนะนำลูกเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเลย และ 75% อนุญาตให้ใช้เทคโลยีเหล่านี้ในห้องนอน (Kaiser Foundation 2010) โดย 75% ของเด็กอายุ 9 - 10 ปีที่นอนหลับไม่เพียงพอจะได้รับผลกระทบต่อการเรียนและทำให้ผลการเรียนตกลง (Boston College 2012)

5. ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยทางจิต 

การใช้เทคโนโลยีมากเกินไปนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มอัตราเสี่ยงของโรคซึมเศร้า (depression)วิตกกังวล (anxiety)ปฏิกิริยาของภาวะผูกพันผิดปกติในวัยเด็ก (attachment disorder) สมาธิสั้น (attention deficit) ออทิสติก (autism) โรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder) โรคจิตเภท (psychosis) และปัญหาพฤติกรรมในเด็ก (problematic child behavior) (Bristol University 2010Mentzoni 2011Shin 2011, Liberatore 2011, Robinson 2008) โดย 1 ใน 6 ของเด็กแคนาดาได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการทางจิตและหลายคนมีภาวะที่รุนแรง (Waddell 2007)

6. ก้าวร้าว

เนื้อหาของสื่อที่มีความรุนแรงส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว (Anderson, 2007) เด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีการใช้ความรุนแรงทางด้านร่างกายและความรุนแรงทางเพศเพิ่มขึ้น โดย "Grand Theft Auto V" แสดงให้เห็นถึงเรื่องเพศ การฆาตกรรม การข่มขืน การทรมาณ และการทำให้ทุพพลภาพ รวมไปถึงเนื้อหาความรุนแรงที่ปรากฎให้เห็นผ่านทางภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ในปัจจุบัน ในอเมริกามีการจัดกลุ่มของสื่อที่มีความรุนแรงที่ส่งผลต่อความก้าวร้าวในเด็ก (Huesmann 2007) และมีรายงานว่ามีการใช้มาตรการควบคุมหรือจัดห้องแยกให้แก่เด็กที่มีปัญหาการควบคุมความก้าวร้าวอีกด้วย

7. มีปัญหาความจำเนื่องจากการใช้ดิจิตอล (Digital dementia)

สื่อที่มีความเร็วสูงสามารถทำให้ปัญหาด้านสมาธิเกิดมากขึ้นได้ (attention deficit) และทำให้ความใส่ใจและความจำเกี่ยวกับสิ่งต่างๆลดลง เนื่องจากมันมีผลต่อระบบประสาทในสมองส่วนหน้า (Christakis 2004, Small 2008)ทำให้เด็กไม่สามารถจดจ่อและเรียนรู้ได้

8. การเสพติด

หากผู้ปกครองมีการใช้เทคโนโลยีมาก อาจส่งผลต่อเด็กได้ โดยจะส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครอง โดยเด็กจะหันไปอยู่กับเทคโนโลยีเหล่านั้น จนทำให้เกิดการเสพติดได้ (Rowan 2010) เด็กและเยาวชน อายุระหว่าง 8-18 ปี 1 ใน 11 คน มีภาวะการเสพติดเทคโนโลยี (Gentile 2009)

9. การแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Radiation emission)

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2011 องค์กรอนามัยโลกจัดให้โทรศัพท์มือถือ (และอุปกรณ์ไร้สายอื่นๆ) เป็นกลุ่มเสี่ยงประเภท 2B (เป็นไปได้ว่าอาจจะมีสารก่อมะเร็ง) เนื่องจากมีการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (WHO 2011) โดยเจมส์ แมคนามี (James McNamee) ออกมาเตือนในประเด็นดังกล่าวในเดือนตุลาคม 2011 ว่า “เด็กมีความไวต่อรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหล่านี้มากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากอยู่ในวัยที่สมองกำลังพัฒนา และร่างกายเร่งสร้างภูมิคุ้มกันอยู่ ดังนั้น เด็กจึงมีความเสี่ยงและจะได้รับผลกระทบจากรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามากกว่า” (Globe and Mail 2011) ในเดือนธันวาคม ปี 2013 ดร.แอนโทนี มิลเลอร์ (Dr. Anthony Miller) จากมหาวิทยาลัยในทอรอนโต้  (the University of Toronto's School of Public Health) กล่าวถึงข้อค้นพบในงานวิจัยของเขาว่า คลื่นวิทยุ (จัดอยู่ในประเภทเดียวกับคลื่นโทรศัพท์มือถือ) ถูกจัดใหม่อยู่ในกลุ่ม 2A (น่าจะมีสารก่อมะเร็ง) ไม่ใช่ 2B (เป็นไปได้ว่าอาจจะมีสารก่อมะเร็ง) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กในอเมริกา จึงเรียกร้องให้มีการทบทวน ในเรื่องของการแผ่รังสีดังกล่าวจากเทคโนโลยีต่างๆอีกครั้ง ในแง่มุมที่ส่งผลกกระทบต่อเด็ก (AAP 2013)

10. ผูกติดกับเทคโนโลยีและอยู่ไม่ได้หากขาดอุปกรณ์เหล่านี้ (Unsustainable)

แนวทางที่จะให้เด็กเพิ่มการใช้และศึกษาค้นคว้าด้วยเทคโนโลยีไม่น่าจะส่งผลดีในระยะยาว (Rowan 2010) เด็กคืออนาคตของพวกเรา แต่เด็กที่ใช้เทคโนโลยีมากไปก็อาจหมดอนาคตได้ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราต้องรีบเข้าไปดำเนินการบางอย่างเพื่อลดการใช้เทคโนโลยีที่มากเกินไปของเด็กเหล่านี้ลงให้อยู่ในภาวะสมดุล จากเว็บไซต์ www.zonein.ca จะมีวิดีโอสไลด์ซึ่งฉายให้เห็นถึงความเป็นห่วงเด็กในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีมากเกินไป

Problems - Suffer the Children - 4 minutes

Solutions - Balanced Technology Management - 7 minutes

แนวทางการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในเด็กและเยาวชน (Technology Use Guidelines for children and youth) พัฒนาโดย คริส โรแวน (Cris Rowan) นักกิจกรรมบำบัดในเด็ก (pediatric occupational therapist) ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง Virtual Child, ดร.แอนดรูว์ โดแอน นักประสาทวิทยา ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง Hooked on Games และ ดร.ฮิลารี่ แคช (Dr. Hilarie Cash)บรรณาธิการ reSTART Internet Addiction Recovery Program ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง Video Games and Your Kids โดยความร่วมมือกันของสถาบันเกี่ยวกับเด็กในอเมริกาและแคนาดา (the American Academy of Pediatrics and the Canadian Pediatric Society) เพื่ออนาคตของเด็กและเยาวชน

Technology Use Guidelines for Children and Youth

สามารถติดต่อขอข้อมูล คุณคริส โรแวน เพิ่มเติม ได้ที่ info@zonein.ca © Zone'in February

และติดตามผ่านทางTwitter ได้ที่ www.twitter.com/zoneinprograms

 

Source: Huffingtonpost !!! ^^

Trans by >> JaH_K..S ^w^